วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561

ไหว้พระที่วัดฉลอง(วัดไชยธาราราม) จ.ภูเก็ต

วัดฉลอง หรือ วัดไชยธาราราม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาในจังหวัดภูเก็ต เป็นวัดที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน และมีความสวยงามที่สุดในภูเก็ต วัดแห่งนี้ตั้งอยู่อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ต 8 กิโลเมตร และห่างจากอ่าวฉลอง 3 กิโลเมตรเศษ วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงจากความศักดิ์สิทธิ์ของ หลวงพ่อแช่ม อดีตเจ้าอาวาสวัดฉลอง ไม่เฉพาะชาวภูเก็ตเท่านั้นที่เคารพ และ นับถือในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อแช่ม ชื่อเสียงของหลวงพ่อแช่มไกลออกไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ปีนัง
ประวัติหลวงพ่อแช่มและความศักดิ์สิทธิ์
หลวงพ่อแช่มเป็นคนพังงา เกิดใน พ.ศ. 2370 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 ท่านได้บวชเป็นสามเณร และ พระภิกษุ ได้เรียนรู้ศึกษาวิปัสนาธุระจากพ่อท่านเฒ่า (เจ้าอาวาสวัดฉลองในตอนนั้น) ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อแช่มเกิดขึ้นในตอนที่ภูเก็ตเต็มไปด้วยคนจีนที่มาทำเหมืองแร่ และชาวจีนได้รวมตัวกันเป็นอั้งยี่ ต้องการยึดและปกครองภูเก็ต ได้มีการทำร้าย ไล่ฆ่าชาวบ้าน ล้มตายเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านได้หนีเข้าป่า และส่วนหนึ่งหนีเข้ามาอาศัยที่วัดฉลอง
ชาวบ้านได้ขอให้หลวงพ่อแช่มทำเครื่องรางเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ต่อหลวงพ่อแช่มได้ทำผ้าประเจียดแจกโผกศีรษะคนละผืน ชาวบ้านได้สู้รบกับอั้งยี่ ครั้งนี้อั้งยี่ไม่สามารถทำอะไรชาวบ้านได้เลย ซึ่งเป็นชัยชนะครั้งแรกของชาวบ้าน ชาวบ้านจึงนับถือในความศักดิ์สิทธิ์และบารมีของหลวงพ่อแช่ม ต่อมาชาวบ้านได้รวบรวมตัวกันสู้กับอั้งยี่จนได้รับชัยชนะ
ความศักดิ์สิทธ์ของหลวงพ่อแช่มเกิดขึ้นหลายครั้ง ชื่อเสียงของหลวงพ่อแช่มเลื่องลือไปไกล มีผู้คนมาบนบานเป็นจำนวนมาก บางคนก็แก้บนด้วยวิธีแปลกๆ เช่นติดทองบนร่างกายหลวงพ่อแช่ม
ประวัติวัดฉลอง
เป็นวัดเก่าแก่ ไม่มีบันทึกที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด แต่มีบันทึกขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เดิมมีชื่อว่า “วัดฉลอง” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงเปลี่ยนชื่อ เสียใหม่เป็น “วัดไชยธาราราม” แต่ชาวบ้านยังคงติดปากเรียกว่าวัดฉลองอยู่ เพราะเป็นชื่อที่เรียกง่าย และ สั้นกว่า


 ร้อนจนดำหมดแล้ว


บรรยากาศภายในวัดฉลอง นักท่องเที่ยวเยอะมากๆ โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ขอแนะนำว่าอย่าไปหน้าร้อนตอนเที่ยงๆนะ เพราะถอดรองเท้าเดินบนพื้นกระเบื้องร้อนๆไม่สนุกแน่

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำภูเก็ต

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำภูเก็ต ( Phuket Aquarium ) เป็นสถานที่แสดงพันธุ์สัตว์น้ำนานาชนิด เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของสิ่งมีชีวิตทางทะลมีทั้งพันธุ์สัตว์น้ำจืดและน้ำเค็ม มากกว่า 150 ชนิด
พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำภูเก็ต ( Phuket Aquarium ) ตั้งอยู่บริเวณปลายแหลมพันวา และปลายสุดของถนนศักดิเดชไม่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตมากนักใช้เวลาการเดินทางประมาณ 30 นาทีก็ถึงแล้ว สามารถเดินทางโดยรถประจำทาง “สองแถว” สาย Makham Bay & Aquarium อ่าวมะขาม พิพิธภัณฑ์สัตว์ จากตัวเมืองหน้าตลาดสดเมืองภูเก็ต ราคาประมาณ 20 บาท รถแท็กซี่ ราคาประมาณ 200-300 บาท หรือรถ “ตุ๊กตุ๊ก” ราคาประมาณ 100 – 250 บาท พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำภูเก็ตแห่งนี้เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น
อัตราค่าเข้าชม
คนไทย    ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 20 บาท
ต่างชาติ   ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50  บาท
เด็กที่มีความสูงต่ำกว่า 108 เซนติเมตร และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าชมฟรี
ดูรายละเอียดของ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำภูเก็ต ( Phuket Aquarium ) เพิ่มเติมที่เว็บไซต์ http://www.phuketaquarium.org/
 
ทางเข้าพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำภูเก็ต 



ถ่ายรูปได้แต่ห้ามใช้แฟลชนะ......

 โคตรปลา.....ใหญ่มาก คล้ายๆปลาเก๋านะ ปลาหมอทะเลหรือชื่ออะไรจำไม่ได้



 อันนี้เค้าเรียกว่าดอกไม้ทะเล ดอกไม้ทะเลนึกว่าเป็นพืช อ่าวไม่ใช่เหรอ...เป็นสัตว์ซะงั้น


พญานาคพ่นน้ำที่ จ.สงขลา





ชมปลาที่ วัดหงาว จ.ระนอง

ประวัติความเป็นมาของวัดบ้านหงาว
วัดบ้านหงาว เป็นวัดดังของ จ.ระนอง วัดนี้มีชื่อเสียงอยู่ด้วยกัน 3 อย่าง 1. วังมัจฉา มีปลาจำนวนมากและขนาดก็ใหญ่แบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน มีตั้งแต่ปลาบึก ปลาจาระเม็ดน้ำจืด ปลาดุกยักษ์ 2. อุโบสถหลังใหม่ มีรายละเอียดการตกแต่งที่สวยงามมาก 3. พระพุทธรูปดีบุก เป็นพระพุทธรูปดีบุกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ตั้งของวัดบ้านหงาวจะอยู่ใกล้กับภูเขาหญ้า และ อยู่ตรงข้ามกับน้ำตกหงาว
ประวัติวัดบ้านหงาว
วัดบ้านหงาวตั้งอยู่ที่ ต.หงาว อ.เมือง จ.ระนอง เดิมทีเป็นเพียงที่พักสงฆ์ จนกระทั่งหลวงพ่อเขียด พระธุดงค์มาจากปัตตานี มาปักกรดบำเพ็ญ แล้วชาวบ้านเกิดการเลื่อมใส ศรัทธา จึงได้สร้างวัดขึ้นในปี พ.ศ. 2530 และให้ท่านพำนักที่วัดแห่งนี้ ปัจจุบันวัดบ้านหงาวมีเจ้าอาวาสชื่อพระครูประจักษ์สุตาสาร เป็นพระนักพัฒา ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นในสมัยพระครูประจักษ์สุตาสาร เช่นอุโบสถหลังใหม่ที่ใหญ่ สวยงาม

ภูเขาที่อยู่หลังกุฏิพระมีบันไดขึ้นไปประมาณ 300 ขั้น ถ้าใครแรงดีก็ขึ้นไปชมวิวได้เป็นจุดชมวิว 360 องศา แต่งานนี้ขอผ่านจ่ะ




ให้อาหารปลาที่วังมัจฉา.....มีปลาเยอะมาก ปลาจาระเม็ดน้ำจืด ปลาดุกยักษ์ ปลาตะเพียน ปลานิล ฯลฯ 

ชมวิวที่กุ้ยหลินเมืองไทย(เขื่อนเชี่ยวหลาน)


 เช้าวันนี้ได้พาน้องแป้งลูกสาวสุดที่รักกับภรรยา(เมียจ๋า...อิอิ) มาชมวิวยามเช้าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน หลังจากที่เลี้ยงรุ่น(รึเปล่า จำไม่ค่อยได้)



 ขอบคุณข้อมูลจาก......วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เขื่อนรัชชประภา มีชื่อเรียกดั้งเดิมว่า เขื่อนเชี่ยวหลาน[1] เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งที่สองของภาคใต้ อยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อก่อนสร้างแล้วเสร็จได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานนามให้ใหม่ว่า “เขื่อนรัชชประภา” มีความหมายว่า “แสงสว่างแห่งราชอาณาจักร”
เขื่อนรัชชประภา สร้างปิดกั้นลำน้ำคลองแสง ที่บ้านเชี่ยวหลาน ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยพื้นที่ส่วนใหญ่ติดอุทยานแห่งชาติเขาสกเกือบทั้งหมด เป็นเขื่อนหินถมแกนดินเหนียว สูง 94 เมตร ความยาวสันเขื่อน 761 เมตร และมีเขื่อนปิดกั้นช่องเขาขาดอีก 5 แห่ง มีความจุ 5,638.8 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่อ่างเก็บน้ำ 185 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเฉลี่ยปีละ 3,057 ล้านลูกบาศก์เมตร ติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้า เครื่องละ 80,000 กิโลวัตต์ จำนวน 3 เครื่อง รวมกำลัง การผลิต 240,000 กิโลวัตต์ ให้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละประมาณ 554 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง
เขื่อนรัชชประภา เริ่มดำเนินการก่อสร้าง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2525 แล้วเสร็จในเดือนกันยายน พ.ศ. 2530 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเปิดเขื่อนรัชชประภา และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2530 แต่เดิมนั้นสามารถเดินทางได้โดยจาก อำเภอพนม แต่เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวมีความสลับซับซ้อนประกอบด้วยเหวจำนวนมากเส้นทางดังกล่าวจึงต้องปิดตัวลงโดยปัจจุบันสามรถเดินทางโดยผ่านอำเภอบ้านตาขุน เขื่อนรัชชประภา เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งในภาคใต้ ที่สร้างความมั่นคงให้แก่ระบบไฟฟ้า และความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศชาติ นอกจากนี้ยังเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ในปี พ.ศ. 2530 และพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ในปี พ.ศ. 2531

เลี้ยงรุ่นที่เขื่อนเชี่ยวหลาน




การเลี้ยงรุ่นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ของ ตชด.รุ่น 148/46 รร.ภ.8 ที่เขื่อนเชี่ยวหลาน ก้อไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันตามประสาคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน พอหอมปากหอมคอก้อแยกย้ายกันไป