วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561

ลากอวนที่หาดบ้านทะเลนอก จ.ระนอง

เรื่องราวของบ้านทะเลนอก
ด้วยชื่อที่บ่งบอกถึงที่ตั้งที่อยู่ห่างไกลจากชุมชนอื่น ล้อมรอบไปด้วยป่าชายเลนและหมู่โกงกาง พร้อมทุ่งหญ้าเขียวขจีริมหาดโค้งยาว บ้านทะเลนอกเหมาะอย่างยิ่งต่อการหลีกหนีจากโลกอันวุ่นวาย
เรื่องราวเล่าขาน
บ้านทะเลนอกตั้งมานานกว่า 100 ปี ท่ามกลางสัตว์เลี้ยงที่ปล่อยเป็นอิสระ แพะเดินท่องอย่างเสรี ฝูงควายที่มายังชายหาดเพื่อลงเล่นน้ำในยามเย็น ในขณะที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี กุ้งเคยมาเยือนหาดในยามหน้ามรสุม ขณะที่ชาวบ้านก็ลงมารุน (จับ) หาเพื่อนำไปทำกะปิ ในอดีตบ้านทะเลนอกได้ตั้งบ้านเรือนอยู่สองหมู่ กลุ่มหนึ่งอยู่บริเวณปากคลองติดกับทะเล และอีกกลุ่มอยู่บริเวณป่าโกงกางเหนือขึ้นมา เมื่อเกิดเหตุการณ์สึนามิเมื่อเดือนธันวาคม 2547 บ้านบริเวณปากคลองโดนทำลายอย่างราบเรียบ ผลจากสึนามินั้นร้ายแรง ชาวบ้านได้เสียชีวิตทั้งสิ้น 47 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 8 คน ในขณะที่บ้านบริเวณป่าโกงกางรอดพ้นจากการโดนทำลาย เนื่องจากตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่ง ทั้งนี้บ้าน 20 หลังคาเรือนได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อผู้ประสบภัยสึนามิในบริเวณดังกล่าว
เรื่องราวของบ้านทะเลนอกเป็นเรื่องราวของชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่ง ในขณะที่ฝ่ายชายออกหาปลา ฝ่ายหญิงดูแลลูกๆ และบ้านเรือน แกะเปลือกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เย็บจาก เพื่อเป็นรายได้เล็กๆ น้อยๆ ในครัวเรือน หรือถัก/ซ่อมอวน มัสยิดประจำหมู่บ้านเป็นเสมือนศูนย์กลางของชุมชน ด้วยเสียงสวดที่ดังมาในยามถึงเวลาละหมาด นอกเหนือจากการดำเนินวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม บ้านทะเลนอกยังได้รับเอาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่ก่อให้เกิดทั้งในด้านรายได้และเพื่อรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว ชมรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านทะเลนอกได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆ ทั่วโลก คุณสามารถมาเยือนเพียงชั่ววันหรือใช้เวลาตามแต่ที่คุณต้องการกับชาวบ้านทะเลนอกที่พร้อมต้อนรับอยู่เสมอ เป็นเวลานานมาแล้วที่บ้านทะเลนอกอยู่อย่างโดดเดี่ยว หลังจากนั้นจึงได้มีการสร้างถนนและโรงเรียนตามมา โทรศัพท์มือถือเพิ่งมีการติดตั้งเสาสัญญาณเมื่อปีพ.ศ. 2551 ชาวบ้านได้เล่าว่า ก่อนที่จะมีการตัดถนนเข้ามา การเข้าออกหมู่บ้านส่วนใหญ่จะใช้ทางเรือ เนื่องจากการเดินทางทางบกจะเสียเวลาและยากต่อการเดินทาง เมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา พื้นที่โดยรอบทะเลนอกยังคงเป็นป่าทึบและชาวบ้านต่างก็ขึ้นอยู่กับป่าเขาและป่าชายเลนในการหาอาหาร สร้างบ้านเรือน และใช้เป็นเชื้อเพลิง ด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีการควบคุม ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชาวบ้าน ปัจจุบันชาวบ้านได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้ร่วมกันอนุรักษ์ป่า ที่ซึ่งคุณสามารถเดินไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ รวมทั้งป่าชายเลนที่ได้มีการอนุรักษ์และปลูกทดแทน
ว่ากันคร่าวๆ เกี่ยวกับข้อมูลบ้านทะเลนอก 
มีโอกาสพาพี่บ่าว(พี่ของเมีย) มาลากอวนหาปลา แบบวิถีชาวบ้าน




ผลงาน....การหาปลาแบบพื้นบ้าน ลากอวนริมหาด แม้ไม่มากไม่มาย ได้รับประทานปลาสดๆ ที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อมา และปลอดภัยจากสารฟอมารีน

เช้านี้ที่เวียงคำ อ.กุมภวาปี อุดรธานี

คำว่า "กุมภวาปี" ได้ตั้งให้สอดคล้องกับความหมาย ซึ่งคำว่า “กุมภะ” แปลว่า หม้อ “วาปี” แปลว่า หนองหรือบึง จึงรวมกันเป็น "กุมภวาปี" นามนี้ จึงปรากฏหลักฐานตั้งแต่ในรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา
ประวัติความเป็นมา
เมืองกุมภวาปี มีชื่อปรากฏในวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานเรื่องผาแดงนางไอ่ ในนาม เมืองเอกชะทีตาหรือทีตานคร อันถือเป็นเวรกรรมที่เป็นต้นเค้าของปรากฏชื่อบ้านนามเมืองที่เกี่ยวข้องในบริเวณหนองหานน้อยและลุ่มน้ำชีตอนบน ความในวรรณกรรมท้องถิ่น เรื่องผาแดงนางไอ่ นั้นกล่าวว่าเมืองทีตานครเป็นเมืองใหญ่ตั้งอยู่ที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์เจ้าผู้ครองเมืองชื่อพญาขอม มีธิดาชื่อว่า ไอ่คำ เมื่อนางไอ่คำเจริญวัยได้มีเจ้าชายจากเมืองผาโพงชื่อ ท้าวผาแดง ได้มาติดพันเกี้ยวพาราสีหวังได้เป็นคู่ครอง
กาลต่อมาพญาขอมได้จัดงานบุญบั้งไฟของเมืองทีตานครนี้ได้ล่วงรู้ไปถึงเมืองบาดาลเขตแดนของพญานาคทำให้ท้าวพังคี โอรสของพญานาคปลอมตัวมาเป็นกระรอกเผือกขึ้นมาเที่ยวชมงานพร้อมกับบริวาร ท้าวพังคีในร่างกระรอกเผือกได้แอบยลโฉมนางไอ่คำทางช่องหน้าต่าง เมื่อนางไอ่คำเห็นเข้าก็ปรารถนาอยากได้กระรอกเผือกไว้เชยชม จึงให้อำมาตย์ตามจับแต่ก็จับไม่ได้ ในที่สุดนายพรานประจำเมืองก็ใช้หน้าไม้ยิงกระรอกเผือกตายแล้วก็ชำแหละเนื้อกระรอกนำมาแบ่งปันประกอบอาหารกิน ด้วยแรงอธิษฐานของพังคีก่อนตายทำให้เนื้อกระรอกเผือกเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างมากมายกินกันทั่วเมืองก็ไม่หมดและขอให้คนที่ได้กินเนื้อจงตายตามไปด้วย เมื่อท้าวพังคีตาย บริวารได้กลับไปบอกพญานาคบิดาของพังคี ทำให้พญานาคโกรธมากจึงสำแดงอิทธิฤทธิ์ทำให้เมืองทีตานครของพญาขอมถล่มจมดินกลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ซึ่งก็คือ หนองหานกุมภวาปีในปัจจุบัน ส่วนชาวเมืองที่กินเนื้อกระรอกเผือกก็ล้วนตายกันหมดรวมทั้งท้าวผาแดงและนางไอ่คำด้วย ยกเว้นบรรดาแม่หม้ายที่ไม่ได้รับแบ่งเนื้อกระรอกเผือกมากิน ทำให้บ้านเมืองของเขาไม่ถูกทำลายจึงเหลือเป็นเกาะกลางหนองหานที่เรียกกันว่า บ้านดอนแก้ว ในปัจจุบัน

ตำบลเวียงคำ

แบ่งเขตการปกครอง เป็น 16 หมู่บ้าน ประกอบด้วยหมู่บ้าน หมู่1 บ้านนาแบก , หมู่2 บ้านท่าหนองเทา , หมู่3 บ้านท่าม่วง , หมู่4 บ้านเวียงคำ , หมู่5 บ้านสวนมอญ , หมู่6 บ้านหินฮาว , หมู่7 บ้านคำไผ่ , หมู่8 บ้านโนนเห็น , หมู่9 บ้านโนนสมบูรณ์ , หมู่10 บ้านคำเลา , หมู่11 บ้านวังชัย , หมู่12 บ้านท่าม่วงน้อย , หมู่13 บ้านสวนมอญใต้ , หมู่14 บ้านนาแบกน้อย , หมู่15 บ้านโป่งคอม , หมู่16 บ้านโนนงาม






มีโอกาศได้มาเที่ยว อ.กุมภวาปี บรรยากาศตอนเช้า อากาศสดชื่นมาก สูดหายใจได้เต็มปอด......รายล้อมไปด้วยไร่มันสำปะหลัง และไร่อ้อย ช่วงนี้เป็นฤดูฝนเลยไม่ค่อยจะร้อนเท่าไหร่ ที่น่าแปลกคือ 05.30 น. ฟ้าสว่างจ้าแล้ว ที่ระนองบ้านผม 06.30 น. ยังมืดอยู่ มิน่าล่ะคนที่นี่ถึงตื่นแต่เช้ากัน

เที่ยวฟาร์มโชคชัย

มีโอกาสได้พาเมียกับลูกไปเที่ยวที่ฟาร์มโชคชัย ให้น้องแป้งลูกสาวสุดที่รักลองขี่ม้าดู ทำท่าจะไม่ยอมขี่นะ กล้าๆกลัวๆ พอน้องโบ้ทที่อายุน้อยกว่ากล้าขึ้นขี่เท่านั้นแหละ อายน้อง...เลยยอมขึ้นอานม้า
 ชิวๆคร่ะ....

 พอแล้วคร้า.....ขาสั่นหมดแล้ว

 ป้อนหญ้าลูกแพะ กำละ 20 


ป้อนนมวัวขวดละ 20 เอิ่ม....ป้อนให้ฟรีๆยังคิดเงินเราอีก..อิอิ

เที่ยววัดโนนกุ่ม(วัดสรพงษ์)

วัดโนนกุ่ม หรือวัดหลวงพ่อโต  ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ อำเภอสีคิ้ว ห่างจากตัวเมืองนครราชสีมาประมาณ 42 กิโลเมตร เป็นที่ ประดิษฐานรูปหล่อทองเหลืองรมดำ หลวงพ่อโต (สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
ความเป็นมาของ อุทยานมหาวิหาร สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แรกเริ่มนั้นเกิดจาก คุณ สรพงษ์ ชาตรี เป็นพุทธมามกะ ที่ได้ไปปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป ณ วัดอรัญวิเวก จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพระอาจารย์ได้แนะนำให้คุณสรพงษ์ ชาตรี ให้ไปอธิษฐานขอพรสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ที่วัดระฆัง และทุกอย่างที่กังวลจะสำเร็จสมความปรารถนา เนื่องจากสมเด็จโตมีลูกหลานเป็นเทพบุตรเทพธิดาหลายองค์  เมื่อใครมาสักการบูชาก็จะช่วยให้งานนั้นๆสมความปรารถนาได้ คุณสรพงษ์ ชาตรี จึงได้ไปอธิษฐานขอพรตามที่พระอาจารย์ได้แนะนำ  พร้อมทั้งต้องการจัดสร้างรูปเหมือนของสมเด็จโต จึงได้ไปปรึกษาหลวงพ่อพระครูปลัดนุตร์ รัตนวิชโย  ซึ่งท่านผู้นี้ปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดปักแม่ลาย อำเภอ กำแพงเพชร จังหวัดนครปฐม ท่านได้แนะนำให้ คุณสรพงษ์ ชาตรี สร้างรูปเหมือนองค์ใหญ่ที่สุดในโลก  ดังนั้น จึงได้เริ่มประกอบพิธีเททองหล่อรูปเหมือนสมเด็จโต เมื่อวันที่ 1 เมษายน ปี 2543 ซึ่งมีลักษณะหน้าตักกว้าง 8 เมตร 1 นิ้ว สูง 13 เมตร หนัก 61 ตัน รวมค่าก่อสร้างประมาณ 9 ล้านบาทเศษ รวมทั้งได้ก่อสร้างเรือนยอดเจดีย์เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปขึ้นถวาย และซื้อที่ดินประมาณ 150 ไร่ เพื่อจัดทำภูมิทัศน์ให้เหมาะสมสวยงาม  เช่น สระน้ำ สวนหิน สวนดอกไม้ สนามเด็กเล่น ห้องน้ำ โรงทาน เป็นต้น




 แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่ผมรู้สึกว่ามันกลายเป็นธุรกิจแอบแฝงบนความศรัทธาของชาวบ้าน หลายๆท่านคงจะรู้สึกได้ แต่ก็หลายๆท่านไม่ได้คิดเช่นนั้น ก็แล้วแต่มุมมองครับ

วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561

กินหมูกระทะ วันพ่อแห่งชาติ

วันนี้มีการกินเลี้ยงรวมญาติ(ไม่ค่อยจะมี) วันพ่อแห่งชาติ ฝีมือของเมีย อร่อยยุแล้ว ให้พ่อได้กินของอร่อยๆบ้าง วันๆกินแต่ต้มจืด พ่อเป็นคนที่อยู่ติดบ้านมาก ชวนไปเที่ยวที่ไหนก็ไม่ค่อยจะไป ก็เลยทำได้แค่เลี้ยงหมูกระทะ แบบลูกทุ่ง ปูเสื่อ ที่หน้าบ้านนี่แหล่ะ



อ้าว....ไหงไม่มีรูปพ่อเลย